“อาสะหรืออะโอสะ” สาหร่ายตามธรรมชาติที่สร้างความอร่อยบนโต๊ะอาหารของคนโอกินาว่า

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีทะเลล้อมรอบจึงมีความอุดมสมบูรณ์จากอาหารทะเลและสาหร่ายต่างๆ หนึ่งในสาหร่ายที่อร่อยและเป็นสินค้าพื้นเมืองของโอกินาว่าที่ส่งไปขายทั่วญี่ปุ่นคือ อาสะ (Aasa,  アーサ) หรืออะโอสะ (Aosa, アオサ) มารู้จักอาสะ สาหร่ายทะเลจากโอกินาว่ากันนะคะ

สาหร่ายอาสะหรืออะโอสะ

อาสะหรืออะโอสะ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Green laver เป็นสาหร่ายสีเขียวที่ขึ้นตามโขดหินในทะเลที่โอกินาว่าในช่วงตั้งแต่กลางเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนมีนาคม ในช่วงนี้คนโอกินาว่าจะเก็บอะโอสะตามโขดหินแล้วนำมาล้างทำความสะอาดเอาเศษหินออกและนำมารับประทานหรือตากแห้ง

สาหร่ายอะโอสะอุดมไปด้วยเส้นใยอาหาร แคลเซียม (ปริมาณเป็น 8 เท่าของนม) แมกนีเซียม วิตามินเอ (ปริมาณเป็น 2 เท่าของปวยเล้ง) วิตามินบี 12  แคโรทีน และกรดอะมิโน เช่น เมทไธโอนีน เป็นต้น ด้วยคุณค่าทางอาหารและความอร่อยทำให้อะโอสะกลายเป็นวัตถุดิบหลักในเมนูอาหารของคนโอกินาว่า            สล็อตเว็บตรง

วิธีการนำอาสะหรืออะโอสะมารับประทาน

คนญี่ปุ่นนำสาหร่ายอาสะสดมาทอดเป็นเทมปุระและใส่ในซุปมิโสะ หรือนำมาตากแห้งแล้วรับประทานง่ายๆ เพียงเติมลงไปในซุปต่างๆ เป็นส่วนผสมไข่เจียว และใส่ในโซบะสไตล์โอกินาว่า เป็นต้น นอกจากนี้ยังนำผงอาสะมาใช้โรยโอโคโนมิยากิ ทาโกยากิ ยากิโซบะ และเป็นส่วนผสมในแป้งเทมปุระ เป็นต้นด้วย รสอร่อยอูมามิและกลิ่นหอมของทะเลที่รวมกันในสาหร่ายอาสะทำให้ได้เมนูอาหารรสชาติอร่อยหาที่เทียบไม่ได้

อาสะเทมปุระ
อาสะแห้ง
ซุปมิโสะ

วิธีทำพาสต้าจากอะโอสะ

วัตถุดิบ

  • เส้นพาสต้าขนาด 1.4-1.6 มิลลิเมตร 200 กรัม
  • เบคอน 100 กรัม
  • กระเทียม 2 กลีบ
  • พริกแห้งหรือพริกป่นตามชอบ
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำต้มพาสต้า 2 ทัพพี
  • โชยุ 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือพริกไทย เล็กน้อย
  • อะโอสะแห้ง 4 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

1. ต้มเส้นพาสต้าในน้ำเดือดที่เติมเกลือลงไป 1 ช้อนชา โดยใช้เวลาต้มให้น้อยกว่าที่ระบุไว้บนบรรจุภัณฑ์ 1 นาที

2. ตั้งกระทะบนไฟอ่อน เติมกระเทียมหั่นและพริกแห้งลงไป รอจนกระเทียมมีกลิ่นหอมแล้วจึงเติมเบคอนหั่นบางลงไป

3. เติมน้ำต้มพาสต้าลงไปและต้มด้วยไฟกลางจนส่วนผสมในกระทะเดือดแล้วจึงเติมโชยุลงไป

4. เติมเส้นพาสต้าที่ต้มไว้ลงไป ผัดให้ทั่ว แล้วเติมสาหร่ายอะโอสะ เกลือ และพริกไทยลงไป ผัดอีกซักครู่แล้วจึงตักใส่จานเสิร์ฟร้อนๆ

 

คนไทยเราคุ้นเคยกับอาสะเป็นอย่างดีจากการรับประทานโอโคโนมิยากิ ทาโกยากิ และโซบะ ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มสีสันให้แก่อาหารดังกล่าวแล้วก็ยังเพิ่มรสชาติให้อร่อยขึ้นด้วย หากสนใจอยากซื้อหาอาสะหรืออะโอสะแห้ง ให้ลองไปดูตามซุปเปอร์มาร์เก็ตญี่ปุ่นในไทยดูนะคะ

โอชะซึเกะ เมนูข้าวแช่คลายหนาวของคนญี่ปุ่น

ในยามร้อนเมนูข้าวแช่เมืองไทยช่างเป็นเมนูอร่อยที่สร้างความสดชื่นคลายร้อนได้เป็นอย่างดี ในญี่ปุ่นก็มีเมนูอาหารคล้ายข้าวแช่ เรียกโอชะซึเกะ ซึ่งเป็นเมนูที่ช่วยผ่อนคลายความหนาวได้ดี มารู้จักโอชะซึเกะ ข้าวแช่ญี่ปุ่นและวิธีปรุงง่าย ๆ กันนะคะ

โอชะซึเกะ (Ochazuke, お茶漬け) คืออะไร

โอชะซึเกะเป็นเมนูอาหารที่ทำได้ง่าย ๆ เพียงเติมน้ำซุปดาชิหรือน้ำชาร้อน ๆ ลงในข้าวสวยและรับประทานกับเครื่องเคียงต่าง ๆ ได้แก่ ปลาแซลมอนเค็มย่าง ผักดอง บ๊วยดอง สาหร่ายชิ้นเล็ก ๆ ไข่ปลา (ทาราโกะ เมนไทโกะ หรืออิคุระ) วาซาบิ ผักชีญี่ปุ่น และบุบุ อะระเระ (bubu arare) หรือเซมเบ้ข้าวกรุบกรอบเม็ดเล็ก ๆ เป็นต้น

ร้านอาหารส่วนใหญ่ของญี่ปุ่นมักจะมีเมนูโอชะซึเกะไว้ปิดท้ายเพื่อให้ลูกค้าได้ผ่อนคลายสบายท้องหลังจากการรับประทานเมนูหลักหรือหลังจากดื่มเหล้า ปัจจุบันโอชะซึเกะเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในหมู่คนรักสุขภาพเนื่องจากโอชะซึเกะเป็นอาหารที่มีแคลอรีต่ำ ที่สามารถทำเองง่าย ๆ หรือหารับประทานได้ทั่วไปจากร้านอาหารที่มีจำหน่ายโอชะซึเกะโดยเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกรวดเร็วก็สามารถหาซื้อเครื่องปรุงโอชะซึเกะสำเร็จรูปได้จากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านสะดวกซื้อทั่วไป

 

เครื่องปรุงโอชะซึเกะสำเร็จรูปจะมีรสชาติหลากหลาย เช่น ปลาแซลมอน บ๊วย และรสสาหร่าย เป็นต้น วิธีการนำมารับประทานก็ทำง่าย ๆ เพียงแค่ฉีกซองและโรยผงเครื่องปรุงลงไปบนข้าวสวยและเติมน้ำร้อนลงไปก็สามารถรับประทานโอชะซึเกะอร่อย ๆ ได้ทันที

วิธีการปรุงโอชะซึเกะ

วัตถุดิบ

เครื่องเคียง ปลาแซลมอนเค็ม 1 ชิ้น ข้าวสุก 1 ถ้วย บุบุ อะระเระ 1 ช้อนชา สาหร่ายหั่นฝอย 1 ช้อนชา งาขาวคั่ว ¼ ช้อนชา เกลือ 1/8 ช้อนชา

น้ำซุปมี 2  แบบตามชอบ ได้แก่

 

น้ำซุปดาชิซึ่งมีส่วนผสมดังนี้คือ น้ำซุปดาชิ 1 ถ้วย มิริน 1 ช้อนชา ซีอิ๊ว 1 ช้อนชา เกลือ 1/8 ช้อนชา

น้ำชาซึ่งมีส่วนผสมคือ ชาเขียว 2 ช้อนชา (สามารถใช้ชาเขียวคั่วโฮจิฉะ (hojicha) หรือชาเขียวผสมข้าวคั่ว (genmaicha) แทนชาเขียวได้) ซีอิ๊ว ½  ช้อนชา

วิธีการทำ

การเลือกทำน้ำซุปนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลหากเป็นน้ำซุปดาชิก็มีวิธีการทำง่าย ๆ คือ นำน้ำซุปดาชิมาตั้งไฟพอเดือด เติมมิริน ซีอิ๊ว และเกลือลงไป คนให้เข้ากันแล้วจึงปิดไฟและเทน้ำซุปลงไปบนข้าวสวยที่วางเรียงเครื่องเคียงรอไว้ หากเป็นน้ำซุปที่เป็นน้ำชาก็เพียงแค่ชงชาด้วยน้ำร้อนและนำมาเทลงในถ้วยที่มีข้าวสุกและเครื่องเคียงเติมซีอิ๊วตามชอบ รับประทานในขณะอุ่น ๆ จะให้ความอร่อยถูกปากไปพร้อมกับคลายความหนาวได้ดีเป็นอย่างยิ่ง  UFABET เว็บตรง

ผู้เขียนเองก็ชอบรับประทานโอชะซึเกะเพราะเป็นเมนูอาหารที่ไม่หนักท้องและมีแคลอรี่ต่ำ ที่บ้านเองก็มีผงโอชะซึเกะสำเร็จรูปไว้ติดครัวเป็นประจำ ในยามลูกป่วยหรือตนเองป่วยผู้เขียนพบว่าโอชะซึเกะสำเร็จรูปช่างมีประโยชน์จริงๆ เพราะเป็นเมนูง่าย ๆ ถูกปากในยามที่ร่างกายอ่อนแอ

แคลิฟอร์เนียมากิ จากซูชิในอเมริกาจนถึงอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนเอะใจและคาใจมาตลอดตอนไปอยู่ญี่ปุ่นคือ “ไม่มีแคลิฟอร์เนียมากิ” ที่ญี่ปุ่น ซึ่งตอนหลังก็มารู้ว่ามันไม่ใช่อาหารญี่ปุ่น แต่มันเป็นเมนูอาหารญี่ปุ่นซึ่งครีเอทใหม่เพื่อเอาใจคนอเมริกัน ก็เลยหวนมาคิดถึงเรื่องของอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ซึ่งก็สรุปมาได้ดังที่ท่านผู้อ่านจะได้อ่านต่อไปนี้นะครับ

ซูชิในอเมริกาและกำเนิด “แคลิฟอร์เนียมากิ”

ซูชิไปปรากฏตัวที่อเมริกาตั้งแต่เมื่อไหร่? คำตอบก็คือ “ซูชิ” ปรากฏตัวที่อเมริกา กล่าวให้ชัดคือที่ตอนใต้ของรัฐแคลิฟอร์เนียเป็นครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2509 ณ ปีดังกล่าว เกิดมีร้านอาหารญี่ปุ่นในย่านลิตเติ้ลโตเกียว นครลอสแองเจลิส ชื่อร้านชื่อ Kawafuku ชั้นล่างเปิดเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นง่ายๆ ขายเทอริยากิและเทมปุระ แต่ชั้นบนเป็นซูชิบาร์ โดยมีปรมาจารย์ด้านซูชิชื่อ Shigeo Saito มาจากญี่ปุ่น เพื่อแสดงศิลปะของซูชิแบบดั้งเดิมอันประณีตให้คนอเมริกันได้เห็น ส่วนภรรยาของ Saito เป็นพนักงานเสิร์ฟเพียงคนเดียวที่บาร์

Kawafuku เสิร์ฟซาซิมิและนิกิริซูชิแบบดั้งเดิมอย่างภาคภูมิใจ ใช้วาซาบิและโชยุแท้ แน่นอนยุคนั้นยังไม่มีซูชิหรือโรลสไตล์อเมริกันจำพวกเทมปุระโรล มายองเนสวาซาบิ หรือสไปซี่โรลแน่นอน (ฮา)

แต่ว่าในที่สุดซูชิแบบอเมริกันก็เริ่มมีขึ้นในทศวรรษที่ 1970 เมื่อเชฟซูชิที่ร้านอาหาร Tokyo Kaikan ในลอสแองเจลิส ได้คิดทำ “แคลิฟอร์เนียมากิ” ขึ้นมา เพื่อเป็นเมนูตามฤดูกาล ปกติมากิธรรมดาของที่ร้านจะใส่เนื้อส่วนท้องของปลาทูน่าและต้นหอม (เนงิโทโร่) แต่ปลาทูน่าสมัยนั้น “ไม่ได้มีกินตลอดทั้งปี” ก็เลยหันมาใช้อะโวคาโดกับปูเป็นวัตถุดิบทดแทนรสชาติและรสสัมผัสของปลาทูน่า

แคลิฟอร์เนียมากิยุคแรกเริ่มยังห่อแบบมากิดั้งเดิม คือสาหร่ายพันรอบข้าว ซึ่งออกจากกินยากไปหน่อยสำหรับลูกค้า (มันจะเคี้ยว กรอบๆ แกร็บๆ) เลยพลิกแพลงใส่สาหร่ายไปอยู่ข้างในข้าวแทน พอถึงช่วงทศวรรษที่ 80 เกิดกระแสความคลั่งไคล้ซูชิในอเมริกา บรรดาเชฟจึงครีเอทซูชิให้มีวัตถุดิบและรสชาติสไตล์อเมริกันมากขึ้น พอมาถึงจุดนี้ เลยมีโรล (มากิซูชิ) แบบใส่ครีมชีส (ฟิลลาเดเฟียมากิ) ใส่มายองเนส แซลมอนรมควัน หรือกระทั่งผลไม้!

 

ซูชิแบบอเมริกันกับอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย

จากที่ผู้เขียนได้เคยอ่านหนังสือหรือบทความเกี่ยวกับอาหารญี่ปุ่นในเมืองไทย ได้ความว่าร้านอาหารญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในระยะแรกๆ นั้นเป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งโดยคนญี่ปุ่น เพื่อทำอาหารญี่ปุ่นขายลูกค้าที่เป็นคนญี่ปุ่นที่มาทำงานที่เมืองไทย ในวรรณกรรมที่พบอ้างว่าร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรกในเมืองไทยคือร้าน “ฮานาย่า” ที่สี่พระยา ซึ่งเปิดกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2482

แล้ว “ซูชิสไตล์อเมริกัน” เริ่มปรากฏในไทยตั้งแต่เมื่อไหร่?

ผู้เขียนอนุมานว่า น่าจะมีปรากฏเข้ามาในฐานะที่เป็นผลพวงจากกระแส “ญี่ปุ่นบูม” ในช่วงรอยต่อของทศวรรษที่ 90 ไปจนถึงยุคมิลเลเนียมนั่นแหละครับ ผลพวงอย่างหนึ่งของกระแส “ญี่ปุ่นบูม” คือการเกิด “ร้านอาหารญี่ปุ่นในห้าง” ขึ้นมาเป็นจำนวนมาก หลายชื่อยี่ห้อร้าน (ซึ่งบางยี่ห้อก็ปรับตัวเล็กลงบ้าง หายไปบ้าง มีไม่กี่เจ้าที่ยังครองตลาดอยู่) ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นในห้างพวกนี้เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่ตั้งโดยคนไทย พ่อครัวเป็นคนไทย (ซึ่งอาจจะเคยได้รับการเทรนจากพ่อครัวญี่ปุ่นชั่วระยะหนึ่ง หรือบางทีก็เรียนครูพักลักจำจากการเป็นลูกมือนี่หละ หรือบางทีบางคนก็เรียนมาจากพ่อครัวรุ่นพี่ที่เป็นคนไทยอีกต่อหนึ่งโดยไม่ได้เรียนกับพ่อครัวญี่ปุ่นต้นตำรับด้วยซ้ำ?) ทำ “อาหารญี่ปุ่น” แบบที่ขายให้คนไทยกิน ซึ่งก่อให้เกิด “อาหารญี่ปุ่นแบบไทยๆ” ที่รับอิทธิพลมาจากอาหารญี่ปุ่นแบบอเมริกัน (ซึ่งน่าจะรับผ่าน “ตำราอาหารญี่ปุ่น” ที่เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็คงเป็นตำราฝรั่งเขียน อาหารญี่ปุ่นในหนังสือก็คงเป็นอาหารญี่ปุ่นสไตล์อเมริกัน สมัยนั้นด้วยกำแพงภาษา การที่ใครจะเข้าถึงแหล่งข้อมูลความรู้ที่เป็นภาษาญี่ปุ่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย) เช่น ซาบะสเต็ก แซลมอนสเต็ก

การที่จะทำอาหารญี่ปุ่นที่ดูแปลกใหม่ออกมา “ดึงดูดลูกค้าคนไทย” ก็ต้องไปหาความรู้จากตำราอาหาร เลยรับเอาซูชิสไตล์อเมริกันมา คนไทยก็เลยรู้จักกินแคลิฟอร์เนียมากิ ในขณะที่ผู้เขียนไปอยู่ญี่ปุ่นนี่ ไม่มีแคลิฟอร์เนียมากิกินนะครับ! (สังเกตอีกอย่างไหมครับว่า ในขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นตามห้างของไทยมีเมนูอาหารที่ดูเป็นกึ่งๆ อาหารฝรั่งอย่างซาบะสเต็ก แซลมอนสเต็ก อาหาร “พื้นๆ” บางอย่างที่คนญี่ปุ่นนิยม กลับไม่ถูกนำเสนอในร้านอาหารญี่ปุ่นตามห้างพวกนี้โดยเเฉพาะในยุคแรกๆ ที่ร้านพวกนี้ปรากฏตัว เช่น ชิกกิ้นนัมบัง ทงคัตซึแบบที่ใส่ไดกอนโอโรชิ (ไชเท้าขูด) กับ (น้ำส้ม) พอนซุ อะไรพวกนี้ ไม่นับการที่ “ทสึเคะโมโนะ” ของญี่ปุ่นหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วย “กิมจิ” เสียจนผู้เขียนคิดว่าต้องมีคนไทยคิดว่ากิมจิเป็นอาหารญี่ปุ่นแน่ๆ (ฮา))  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

 

เมื่ออาหารญี่ปุ่นในไทยยิ่งเป็นที่นิยม ยิ่งแพร่หลายออกไป อิทธิพลของซูชิสไตล์อเมริกันก็แผ่ตามไปด้วย จากร้านอาหารญี่ปุ่นนอกห้างเน้นถูก จนมาถึงซูชิคำละห้าบาทตามตลาดนัด จึงไม่ต้องแปลกใจที่เราจะเจอซูชิจำพวก กุงกังมากิหน้าปูอัดคลุกมายองเนส นิกิริซูชิหน้าชีสแผ่น มาถึงทุกวันนี้ตามตลาดนัดก็มีซูชิเบิร์นไฟ เราอาจเห็นร่องรอยของอิทธิพลรสนิยมการกินแบบอเมริกันใน “อาหารญี่ปุ่น” พวกนี้ที่เราเจออยู่เป็นประจำ พูดแล้วก็อยากกิน “ฟิลาเดเฟียมากิ” จังเลยครับ รู้ครับมันรสปากอเมริกันไม่ใช่ญี่ปุ่น เรียกว่าอาหารญี่ปุ่นไม่ได้ด้วยซ้ำ มากิซูชิไส้ครีมชีสเนี่ย แต่มันก็อร่อยนะครับ อยากกินเทมปุระด้วยครับ อยากกินอีกหลายอย่างเลยครับ ขอตัวก่อนนะครับ (ฮา)

โตเกียวบานาน่าหลบไป! แนะนำ 9 ขนมของฝากจากโตเกียวที่ผู้รับเห็นแล้วต้องว้าว (ตอนที่ 2)

มาต่อกันอีก 4 ร้านนะคะจาก โตเกียวบานาน่าหลบไป! แนะนำ 9 ขนมของฝากจากโตเกียวที่ผู้รับเห็นแล้วต้องว้าว (ตอนที่ 1) จะมีร้านไหนน่าซื้ออีกบ้างน้าา

Mille-Feuille Maison Francais

 

 

ร้าน “Mille-Feuille Maison Francais” ในกินซ่า เป็นร้านขายขนมมิลเฟยโดยเฉพาะ อยู่ที่ชั้นใต้ดินที่ 1 ของ Matsuya Ginza มิลเฟยมีความพิถีพิถันในการอบแต่ละชิ้น บรรจุกล่องสีเขียวมรกตที่สง่างามสะดุดตา แป้งพัฟกรอบ ๆ และครีมรสหวานเข้ากันได้ดี เหมาะอย่างยิ่งกับการจิบน้ำชายามบ่าย “Mille-Feuille Specialite” เป็นสินค้าแนะนำเลยค่ะ ตัวกล่องเป็นแพ็คเกจเก๋ ๆ ที่ดูเหมือนหนังสือ หลังจากทานหมดแล้วก็สามารถใช้เป็นกล่องเก็บของชิ้นเล็ก ๆ ได้ น่ารักมาก ๆ

Fika

 

 

ร้านต่อมาคือ “Fika” อยู่ที่ชั้นใต้ดินของ Mitsukoshi Isetan Shinjuku ด้วยตัวขนมและแพ็คเกจในคอนเซปต์สไตล์ยุโรปเหนือหรือสแกนดิเนเวียน ทุกชิ้นมีสีสันน่ารักสดใส เผลอ ๆ แค่เห็นแพ็คเกจอย่างเดียวก็อดใจไม่ไหวแล้ว ขนมที่แนะนำเป็นพิเศษคือ “Hallongrotta” คุกกี้เนยที่มีแยมรสผลไม้อยู่ตรงกลาง มีทั้งสตรอว์เบอร์รีและลินกอนเบอร์รี เป็นอีกหนึ่งขนมที่เหมาะกับช่วงเวลาจิบน้ำชา

Hitotsubu Kanro

 

 

 

ร้านต่อมาคือ “Hitotsubu Kanro” อยู่ภายในสถานีโตเกียว จำหน่ายขนมหวานมากมาย มีสินค้าลดราคาในช่วงเวลาจำกัด แถมยังมีของที่ระลึกตามฤดูกาล ขนมที่แนะนำเป็นของฝากคือ “Gummy Pretzel” ขนมกัมมี่รูปเพรทเซลเป็นที่นิยมมากในร้านนี้ เป็นกัมมี่ที่ด้านนอกกรอบ แต่เมื่อกัดและเคี้ยวไปเรื่อย ๆ เนื้อจะเริ่มแน่นหนึบเป็นกัมมี่ สามารถเพลิดเพลินกับเนื้อสัมผัสที่แปลกใหม่ สีสันก็น่ารักมาก เป็นของฝากที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ

CAFE OHZAN

 

 

ร้านสุดท้ายคือ “CAFE OHZAN” อยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้น 2 ของ Mitsukoshi Ginza มีความพิถีพิถันในเรื่องท็อปปิ้งและแพ็คเกจที่น่ารักเหมาะกับสาวน้อย ขนมยอดนิยมจะมีขนมปังกรอบทั้งแบบชิ้น แบบแท่ง และครัวซองต์กรอบ ท็อปปิ้งแต่ละตัวก็อลังการดาวล้านดวงสุด ๆ แต่ตัวที่แนะนำเป็นพิเศษคือขนมปังแท่งกรอบเคลือบช็อกโกแลต หวาน ๆ กรอบ ๆ กำลังดี ส่วนครัวซองต์กรอบก็สามารถอยู่ได้ถึง 1 เดือนโดยที่รสชาติยังไม่เสีย ควรตำกลับไปเป็นของฝากมาก ๆ

แต่ละอย่างน่าทานน่าเหมามาทุกร้านเลยจริง ๆ หวังว่าไปโตเกียวรอบหน้า ทุกคนจะมีตัวเลือกในการซื้อขนมของฝากอร่อย ๆ กันมากขึ้นนะคะ ^^    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

จัดอันดับ ข้าวยี่ห้อไหนอร่อยถูกใจคนญี่ปุ่นมากที่สุด!?

สำหรับคนญี่ปุ่น ข้าวเป็นอาหารหลักที่หยั่งรากลึกมานานตั้งแต่สมัยโบราณ ในปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีการผลิตข้าวมากมายหลายยี่ห้อทั่วประเทศโดยใช้ประโยชน์จากลักษณะของข้าวในแต่ละภูมิภาค เรามาลองดูการจัดอันดับกันว่า ข้าวยี่ห้อใดที่คนญี่ปุ่นคิดว่าอร่อยที่สุด!

อันดับ 3 ゆめぴりか (yumepirika)

 

ข้าวแบรนด์ดังจากฮอกไกโด เป็นข้าวที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์หลายครั้งเพื่อรับมือกับสภาพอากาศหนาวเย็นของฮอกไกโด และได้รับการสนับสนุนจากคนรุ่นต่อรุ่นมามากมายว่ามีรสชาติและรสสัมผัสที่ดี มีเอกลักษณ์ที่ความมันวาวและหุงขึ้นหม้อ กลิ่นหอมหวาน รสชาติเข้มข้น มีปริมาณน้ำสูงและมีความเหนียวเป็นพิเศษในหมู่ข้าวฮอกไกโด แม้ข้าวจะเย็นลงแล้วแต่ก็ยังอร่อย เหมาะสำหรับทำข้าวปั้นและข้าวกล่องเบนโตะ หลาย ๆ คนจึงถูกใจรสชาติอันเข้มข้นที่ส่งมาจากดินแดนทางเหนือ ข้าวยี่ห้อนี้จึงได้มาเป็นอันดับ 3      สล็อตเว็บตรง

อันดับ 2 あきたこまち (akitakomachi)

 

ข้าวแบรนด์ดังจากจังหวัดอากิตะ กำเนิดขึ้นในปี 1984 ตั้งชื่อตามกวีสมัยเฮอัน โอโนะ โนะ โคมาจิ ด้วยความปรารถนาที่จะให้ข้าวแสนอร่อยจากอากิตะเป็นที่รักของทุกคนอย่างยาวนาน เสน่ห์ของข้าวยี่ห้อนี้อยู่ที่กลิ่นหอมและความโปร่งแสงอย่างแวววาวของข้าวที่หุงสุกแล้ว ความกลมกล่อมและความเข้มข้นยังเกินค่าเฉลี่ยของพันธุ์ข้าวทั้งหมดที่แนะนำโดยจังหวัดอาคิตะ แถมยังได้รับเลือกจากสมาคมตรวจสอบพืชพันธุ์แห่งประเทศญี่ปุ่นในการจัดอันดับรสชาติข้าวให้อยู่ในระดับพิเศษเรื่อยมา ด้วยคุณภาพที่คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงทำให้ปัจจุบันมีการผลิตกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดอื่น ๆ เช่นกัน

อันดับ 1 コシヒカリ (koshihikari)

 

กำเนิดขึ้นในปี 1944 จากการผสมข้ามสายพันธุ์ที่สถานีทดลองการเกษตรประจำจังหวัดนีงาตะ และถูกกำหนดให้เป็นพันธุ์แนะนำจากจังหวัดนีงาตะเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่น มีการผลิตทั่วประเทศยกเว้นฮอกไกโดและโอกินาว่า และยังคงครองตำแหน่งสูงสุดเป็นเวลาหลายปีในด้านการผลิตที่มีความหลากหลาย ข้าวยี่ห้อนี้มีเอกลักษณ์เฉพาะด้วยเนื้อสัมผัสที่นุ่มและเคี้ยวหนึบ ได้รับการยกย่องเรื่องกลิ่นหอมและความหวานที่เป็นเอกลักษณ์ เข้ากันได้ดีกับอาหารญี่ปุ่นที่รสชาติเบา ๆ โดยเฉพาะเมนูปลาจะยิ่งเป็นที่นิยมมาก ปัจจุบันก็ยังเป็นที่รักของผู้คนทั่วประเทศจนได้อันดับที่ 1 ไปครอง

อันดับที่ 4 – 10 มีดังนี้ค่ะ

อันดับ 4 : ひとめぼれ (hitomebore)

 

อันดับ 5 : つや姫 (tsuyahime)

 

อันดับ 6 : ミルキークイーン (milky queen)

 

อันดับ 7 : ななつぼし (nanatsuboshi)

 

 

อันดับ 8 : 青天の霹靂 (seiten no hekireki)

 

อันดับ 9 : ヒノヒカリ (hinohikari)

 

อันดับ 10 : ササニシキ (sasanishiki)

โดนใจสาย (ขนม) หวาน!! ปักหมุด 5 โรงงานผลิตขนมที่เปิดให้เข้าชมกันแบบไม่กั๊ก

ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดาขนมนมเนย ขนมขบเคี้ยวของญี่ปุ่นหลายๆ ยี่ห้อเป็นที่ถูกอกถูกใจคนไทย เวลาใครไปเที่ยวญี่ปุ่นก็มักจะซื้อขนมกลับมาเป็นของฝากกันเสียส่วนใหญ่ เพราะนอกจากรสชาติที่อร่อยถูกปากแล้ว พวกแพ็กเกจจิ้ง (ถุง กล่อง) ต่างๆ ก็มีสีสันสดใส ทำให้ยิ่งเพิ่มความน่ากินเข้าไปอีก

เคยสงสัยไหมว่า บรรดาโรงงานที่ผลิตขนมญี่ปุ่นยี่ห้อที่เราเห็นกันอยู่บ่อยๆ นั้นมีหน้าตาเป็นอย่างไร ในครั้งนี้ผู้เขียนจะพาไปดูตัวอย่างโรงงานขนม ที่เรียกได้ว่าไม่ได้เป็นโรงงานธรรมดา แต่มีการจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้ผู้ที่สนใจเข้าไปเยี่ยมชมได้ราวกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งเลยทีเดียว จะมีที่ไหนบ้างนั้น ตามไปดูกันเลยค่ะ

1. Morinaga Factory

 

Morinaga & Co., ltd. (森永製菓) เป็นบริษัทผู้ผลิตขนมที่อยู่คู่ญี่ปุ่นมากว่า 100 ปี สินค้าที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น ช็อคโกแลต ไอศกรีม ลูกอม ขนมขบเคี้ยวต่างๆ รวมไปถึงเครื่องดื่มและอาหารเสริมเพื่อสุขภาพอย่างเยลลี่ผสมวิตามินและโปรตีนบาร์ (protein bar)

สำหรับโรงงานของ Morinaga ที่เปิดให้เข้าไปเยี่ยมชมได้ ตั้งอยู่ที่ย่านทสึรุมิ (鶴見) เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานางาวะ ซึ่งที่โรงงานนี้เราสามารถไปชมกระบวนผลิตขนมได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ ยังมี Morinaga Angel Museum MORIUM (森永エンゼルミュージアム モリウム) ซึ่งจัดแสดงประวัติศาสตร์และสินค้าต่างๆ ของ Morinaga รวมทั้งห้องฉายวีดิทัศน์ขนาดใหญ่ที่จะนำเสนอเรื่องราวความเป็นมาของบริษัทผู้ผลิตขนมอันเก่าแก่นี้อีกด้วย

 

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปจองในเว็บไซต์ก่อนได้ โดยจะเปิดให้เยี่ยมชมเฉพาะวันธรรมดา วันละ 2 รอบคือรอบ 10.00 น. และ 13.00 น.

2. Glico Pia East

 

Glico Pia East (グリコピア・イースト) เป็นโรงงานของยี่ห้อขนมที่คนไทยน่าจะคุ้นหูกันดีอย่าง Glico หรือ กูลิโกะ ตั้งอยู่ในเมืองคิตะโมโตะ (北本) จังหวัดไซตามะ แน่นอนว่าที่นี่ เราสามารถไปชมบรรยากาศการผลิตขนมขึ้นชื่อของ Glico อย่าง Pocky และ Pretz (ขนมที่หลายๆ คนน่าจะเคยลิ้มลองกันมาแล้ว)

นอกจากการทัศนศึกษาชมโรงงานผลิตแล้ว ยังมีจุดแสดงสินค้าของ Glico มากมายหลายแบบ มีจุดถ่ายรูปเก๋ๆ และมีของฝากให้ซื้อติดไม้ติดมือกันไปเป็นที่ระลึกอีกด้วย

 

 

สำหรับแฟนๆ ผู้ชื่นชอบขนมของ Glico สามารถเข้าไปจองรอบการเยี่ยมชมได้ผ่านเว็บไซต์ได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยจะเปิดให้เข้าชมทุกวันยกเว้นวันศุกร์ วันละ 3-4 รอบ

3. Akaginyugyo Honjo Thousan Sakura “5S” Factory

 

Akaginyugyo Honjo Thousan Sakura “5S” Factory (本庄千本さくら『5S』工場) เป็นโรงงานของบริษัท Akagi Nyugyo (赤城乳業) เจ้าของแบรนด์ไอศกรีมสุดฮิตที่ญี่ปุ่นอย่าง Gari Gari Kun (ガリガリ君)

โรงงานแห่งนี้ตั้งอยู่ในเมืองฮนโจ (本庄) จังหวัดไซตามะ ซึ่งเราสามารถไปชมการผลิตไอศกรีม Gari Gari Kun กันแบบใกล้ชิด โดยจะเปิดให้เข้าชมในวันธรรมดา วันละ 2 รอบ

 

 

เนื่องจากไอศกรีมยี่ห้อนี้อยู่คู่กับคนญี่ปุ่นมาหลายสิบปี ทำให้ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติและรูปทรงสุดคลาสสิกนี้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ อีกทั้งคาแรกเตอร์เด็กผู้ชายหน้ากวน อ้าปากกว้างบนห่อไอศกรีม ก็มีเอกลักษณ์และเป็นสัญลักษณ์ของไอศกรีมยี่ห้อนี้ไปแล้ว

นอกจากชมโรงงานแล้ว ยังมีกิจกรรมให้ชิมไอศกรีม และมีของที่ระลึกรูป Gari Gari Kun วางจำหน่ายอีกด้วย

4. Unagi Pie Factory

Unagi Pie (うなぎパイ) เป็นขนมอีกชนิดหนึ่งที่เป็นที่นิยมในบรรดาคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นแล้วจะต้องซื้อขนมชนิดนี้มาเป็นของฝาก มีลักษณะเป็นแป้งพายกรอบ แผ่นวงรีแบนๆ มีรสชาติของปลาไหลย่าง เข้มข้นและหอมอร่อย

 

โดยโรงงานผลิตเจ้า Unagi Pie นี้เป็นของบริษัท Shukado (春華堂) บริษัทผู้ผลิตขนมเก่าแก่อายุกว่า 130 ปี แม้ว่าบริษัทจะมีกิจการร้านขนม และจำหน่ายขนมมากมายหลายประเภท ทั้งขนมสไตล์ญี่ปุ่นและสไตล์ตะวันตก แต่สินค้าขึ้นชื่อที่สุดของบริษัทก็หนีไม่พ้น Unagi Pie ที่มีการวางจำหน่ายมากว่า 50 ปีแล้ว

 

Unagi Pie Factory (うなぎパイファクトリー) ตั้งอยู่ที่เมืองฮามะมัตสึ (浜松) จังหวัดชิสึโอกะ เมืองซึ่งเป็นที่วางจำหน่าย Unagi Pie เป็นของฝากครั้งแรก

ที่นี่เราจะได้เยี่ยมชมโรงงาน ดูกระบวนการผลิตขนมแสนอร่อยนี้ อีกทั้งได้ลองชิมเมนูสุดครีเอทที่มี Unagi Pie เป็นส่วนประกอบอย่าง ไอศกรีมเจลาโต้ใส่ Unagi Pie หรือชีสเค้กเต้าหู้สำหรับจิ้มกับ Unagi Pie เป็นต้น

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมโรงงานได้ทุกวันแบบไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ควรจองก่อนล่วงหน้า (รอบเวลาจะแตกต่างกันไปในแต่ละวัน)

5. Meiji Naruhodo Factory

 

Meiji เป็นแบรนด์ขนมที่หลายๆ คนน่าจะรู้จักกันดี เพราะมีทั้งสินค้าที่เป็นลูกอม เยลลี่ ช็อคโกแลต ที่คนไทยหลายๆ คนน่าจะเคยลองชิมกันมาบ้าง

โรงงานผลิตขนมอย่าง Meiji Naruhodo Factory (明治なるほどファクトリー) ตั้งอยู่ในโอซาก้า เป็นโรงงานผลิตขนมยอดฮิตอย่างบิสกิตเคลือบช็อคโกแลตรูปเห็ด Kinoko no Yama (きのこの山) และบิสกิตเคลือบช็อคโกแลตรูปหน่อไม้ Takenoko no sato (たけのこの里)

จุดเด่นของที่นี่คือมีป้ายที่ทำเป็นรูปช็อคโกแลตแท่งขนาดใหญ่ ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของโรงงาน ใครแวะไปเยี่ยมเยียนก็พลาดไม่ได้ที่จะถ่ายรูปคู่กับเจ้าป้ายช็อคโกแลตนี้

 

โปรแกรมทัวร์โรงงานนี้ เราจะได้เห็นทั้งการผลิตและได้ดูนิทรรศการที่จัดแสดงความเป็นมาของขนมของ Meiji ตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบเลยทีเดียว ใครที่เป็นแฟนของขนมจาก Meiji ก็น่าจะลองไปชมโรงงานของเขาดูสักครั้ง

สำหรับใครที่กำลังวางแผนไปญี่ปุ่น นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวทั่วไปแล้วลองพิจารณาการเที่ยวชมโรงงานเข้าไปในแผนเที่ยวดูบ้างก็น่าสนใจไม่น้อยนะคะ เรียกได้ว่าทั้งได้ประสบการณ์ใหม่ๆ และอาจจะได้ลองชิมขนมอร่อยๆ ที่เราไม่เคยรู้จักด้วยค่ะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

10 โรงแรมทั่วญี่ปุ่นวิวหลักล้าน

เมื่อพูดถึงการมาเที่ยวญี่ปุ่น คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึงการช้อปปิ้ง การตะลุยกินร้านอาหารอร่อยต่างๆ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดให้คนมาเที่ยวญี่ปุ่นเป็นอันดับต้นๆ ก็คือภูมิประเทศที่สวยงามและความหลากหลายของธรรมชาติ เพราะในแต่ละเมืองของประเทศญี่ปุ่นก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป เชื่อได้เลยว่าคนส่วนใหญ่ที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นนั้นก็ล้วนแต่อยากจะได้ที่พักญี่ปุ่นมีที่วิวดีๆ กันทั้งนั้น ซึ่งในบทความนี้เราก็มี 10 โรงแรมทั่วญี่ปุ่นที่มีวิวสวยระดับหลักล้านมาฝากกัน รับรองได้เลยว่าคุ้มค่ากับราคาที่ต้องไปจ่ายอย่างแน่นอน  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ขั้นแรกก่อนที่จะไปหาที่พัก แนะนำสำหรับคนที่ยังไม่มีตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นให้เข้าไปจองกับ Traveloka ข้อดีของเขาคือราคาถูก เพราะว่าไม่มีค่าธรรมเนียมทำให้ถูกกว่าจองกับสายการบินโดยตรง ช่วยให้ประหยัดไปได้หลายบาท และที่สำคัญคือจ่ายเงินง่ายมาก กดโอนจ่ายผ่านบัญชีได้เลยไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ถ้าใครจองตั๋วเครื่องบินกันแล้ว ก็ไปดูที่พักกันเลยดีกว่า

Andaz Tokyo Toranomon Hills – a concept by Hyatt

เปิดประเดิมที่พักญี่ปุ่นวิวหลักล้านแห่งแรกด้วยวิวหลักล้านที่อยู่ใจกลางโตเกียว ที่พักนี้เป็นลักษณะตึกสูงห้าดาว จึงสามารถมองเห็นวิวเมืองโตเกียวได้โดยรอบ อีกทั้งยังมีห้องพักที่สามารถมองเห็นโตเกียวทาวเวอร์ได้อีกด้วย มาพร้อมกับบริการสุดหรูทุกระดับประทับใจ มีทั้งห้องอาหาร ฟิตเนส สระว่ายน้ำในร่ม และล็อบบี้วิวสวย ที่จะทำให้คุณเพลิดเพลิน อิ่มเอมไปกับวิวเมืองโตเกียวแบบพาโนราม่า

ที่ตั้ง: 1-23-4 Toranomon, Minato-ku, Minato, Tokyo, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 1x,xxx บาท

จองที่พัก Andaz Tokyo Toranomon Hills กับ Traveloka

Ururun Kawaguchiko

ขอเอาใจคนที่มีงบน้อย อยากได้ที่พักหลักพัน แต่วิวหลักล้านกันบ้างสำหรับที่พักญี่ปุ่น ‘Ururun Kawaguchiko’ เป็นอีกหนึ่งที่ฮอตฮิตแบบสุดๆ เพราะสามารถมองเห็นวิวฟูเขาไฟฟูจิได้อย่างชัดเจน แบบที่ไม่ต้องแย่งกับใคร แถมยังได้ความเป็นส่วนตัวมากๆ อีกด้วยนะ แต่แนะนำให้จองที่พักแบบวิลล่าที่อยู่ด้านหน้า แล้วคุณจะได้เห็นวิวฟูจิแบบเต็มๆ ตา หรือมาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ก็ให้เดินออกมาอีกหน่อย ก็จะเห็นจุดชมวิวใบไม้เปลี่ยนสี และจุดชมวิวภูเขาไฟฟูจิที่ชัดกว่าเดิม

ที่ตั้ง: Kawaguchi 1865, Minamitsuru-gun, Fujikawaguchiko-machi, Minamitsuru-gun, Yamanashi, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 7,xxx บาท

จองที่พัก Ururun Kawaguchiko กับ Traveloka

HOTEL MYSTAYS Fuji Onsen Resort

คนที่ชอบแช่ออนเซ็น และอยากได้ที่พักญี่ปุ่นที่สามารถมองเห็นวิวสวยๆ ของภูเขาไฟฟูจิไปด้วยได้ แนะนำให้มาที่ ‘HOTEL MYSTAYS Fuji Onsen Resort’ ที่เป็นที่พักอีกหนึ่งที่อยากจะให้ลองมาพักกันดู เพราะราคาไม่แรง แถมยังแฝงไปด้วยดีไซน์ญี่ปุ่นที่ดูหรูหรามีระดับเป็นอย่างมาก ไฮไลท์อย่างแรกคือสามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้จากห้องนอน แถมยังอยู่ใกล้กับสวนสนุกฟูจิคิว (Fuji-Q Highland) ถือว่านอกจากจะได้วิวสวยแล้วยังได้ทำเลที่ดีมากอีกด้วย

ที่ตั้ง: Arakura 2654, Fujikawaguchiko-machi, Minamitsuru-gun, Yamanashi, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 3,xxx บาท

จองที่พัก HOTEL MYSTAYS Fuji Onsen Resort กับ Traveloka

Fujisan Onsen Bessho SASA

ที่สุดของโรงแรมวิวหลักล้านที่จะทำให้คุณได้ชมวิวฟูจิอย่างเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งคุณจะสามารถมองเห็นวิวภูเขาไฟฟูจิได้จากระเบียงห้องพักเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังเหมาะกับคนที่ชอบความเป็นส่วนตัว เพราะว่ามีห้องประเภทที่มีออนเซนส่วนตัวอยู่ตรงระเบียงด้วย สามารถแช่ออนเซนพร้อมดูวิวภูเขาไฟจากในห้องพักได้เลย ใครอยากได้ประสบการที่ไม่สามารถหาได้จากที่ไหน แนะนำให้มา

ที่ตั้ง: 6283 Kamiyoshida, Oshino-mura, Minamitsuru-gun, Yamanashi, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 2x,xxx บาท

จองที่พัก Fujisan Onsen Bessho SASA กับ Traveloka

Minami Sanriku Hotel Kanyo

เปลี่ยนจากวิวภูเขาไฟฟูจิ มาที่วิวทะเลสวยๆ สุดลูกหูลูกตากันบ้าง กับที่พัก ‘Minami Sanriku Hotel Kanyo’ ตั้งอยู่ติดกับชายฝั่งของเมือง Kanyo ภายในจังหวัด Sendai ความโดดเด่นคือผู้เข้าพักสามารถมองเห็นวิวทะเลได้แบบพาโนราม่า แนะนำให้มาชมวิวในช่วงพระอาทิตย์ตกดิน โดยที่พักจะมาในสไตล์เรียวกังขนานแท้ ปูด้วยเสื่อทาทามิ และมีออนเซ็นที่มองเห็นวิวธรรมชาติให้แช่ชมวิวเพลินๆ

ที่ตั้ง: 99-17 Kurosaki, Minamisanriku-cho, Minamisanriku-cho, Motoyoshi-gun, Miyagi, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 7,xxx บาท

จองที่พัก Minami Sanriku Hotel Kanyo กับ Traveloka

Suiran, A Luxury Collection Hotel, Kyoto

ข้ามมาที่โรงแรมวิวสวยภายในโซนเกียวโตกันบ้างดีกว่า ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเมืองเกียวโต นั้นเป็นเมืองเก่าที่มีวัฒนธรรม และประเพณีความเป็นญี่ปุ่นขนานแท้ โดยความโดดเด่นของที่พักแห่งนี้คือจะรวมทั้งดีไซน์ของเรียวกังแบบดั้งเดิม ผสมผสานกับความหรูหราแบบ 5 ดาว อีกทั้งยังมีกลิ่นอายของความเป็นเมืองเกียวโต มีทั้งออนเซน สวนสไตล์ญี่ปุ่น และวิวธรรมชาติสวยงาม ใครอยากเสพกลิ่นอายของความเป็นเมืองเก่าเกียวโตอย่างใกล้ชิด แนะนำให้มาพักที่นี่เลย

ที่ตั้ง: Saga-tenryuji, Ukyo-ku, 12 Susukinobaba-cho, Nishikyo-ku, Kyoto-shi, Kyoto, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 2x,xxx บาท

จองที่พัก Suiran, A Luxury Collection Hotel กับ Traveloka

Tobira Onsen Myojinkan – Nagano

ใครชอบความเขียวขจี อยากจะใกล้ชิดกับธรรมชาติ ยิ่งช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี แนะนำให้มานอน ‘Tobira Onsen Myojinkan – Nagano’ เรียวกังสไตล์ญี่ปุ่นสุดหรู ที่จะทำให้คุณได้สัมผัสกับธรรมชาติ ด้วยวิวสวยๆ ของต้นไม้ใบหญ้า นอกจากนั้นที่พักแห่งนี้ยังใส่ใจในสุขภาพของทุกท่านที่มาเข้าพักด้วยเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ พร้อมเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นทั้งแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย นอกจากนั้นยังมีออนเซนให้เลือกแช่ทั้งสองบ่อ แต่ทีเด็ดคืออย่าลืมไปลองแช่ออนเซ็นธรรมชาติกลางแจ้ง มองเห็นวิวสวยๆ

ที่ตั้ง: Iriyamabe 8967, Chiisagata-gun, Nagano, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 1x,xxx บาท

จองที่พัก Tobira Onsen Myojinkan – Nagano กับ Traveloka

 

New Akan Hotel

คนที่ไปเที่ยวฮอกไกโด แนะนำอย่าลืมมาพักที่พักวิวหลักล้านที่อยู่ริมทะเลสาบ Akan ที่สามารถมองเห็นวิวภูเขา Oakan ซึ่งผู้ที่เข้าพักสามารถเลือกได้ว่าจะเลือกห้องวิวทะเลสาบหรือว่าเห็นวิวภูเขามากกว่ากัน โดดเด่นด้วยบ่อน้ำพุร้อนที่อยู่ด้านบนของโรงแรม ที่สามารถนอนแช่น้ำร้อนพร้อมชมวิวทะเลสาบแบบ 360 องศา ที่นับว่าเป็นไฮไลท์หนึ่งของที่พักแห่งนี้ ยิ่งมาในช่วงหิมะตกก็จะเห็นวิวภูเขาสีขาวโพลน

ที่ตั้ง: 2-8-8 Akanko Onsen, Akan-cho, Kushiro-shi, Hokkaido, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 4,xxx บาท

จองที่พัก New Akan Hotel กับ Traveloka

Bettei Senjyuan

นักท่องเที่ยวสายธรรมชาติ ที่ชอบที่พักญี่ปุ่นสุดหรูสไตล์เรียวกัง ที่โดดเด่นด้วยวิวธรรมชาติสวยๆ ก็ไม่ควรพลาดที่จะมาดื่มด่ำวิวสุดอลังการกับที่พัก ‘Bettei Senjyuan’ นี้สักคืน ตั้งอยู่ที่จังหวัดกุนมะ (Gunma) รายล้อมไปด้วยวิวของธรรมชาติ ถ้าหากมาหน้าร้อนจะเต็มไปด้วยสีเขียว หากถ้ามาในช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ก็จะเห็นใบไม้สีแดงสลับสีส้มเต็มไปหมด นอกจากนั้นถ้ามาในช่วงฤดูหนาวก็จะพบกับหิมะสีขาวโพลนได้ความโรแมนติกสุดๆ

ที่ตั้ง: 614 Nishidaira, Tanigawa, Tone-gun, Minakami-machi, Tone-gun, Gumma, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 2x,xxx บาท

จองที่พัก Bettei Senjyuan กับ Traveloka

The Windsor Hotel Toya Resort & Spa

การันตีได้ถึงความอลังการของวิวอันแสนสวยงาม ของที่พัก ‘The Windsor Hotel Toya Resort & Spa’ ซึ่งตั้งอยู่ที่ฮอกไกโด ด้วยความที่เป็นที่พักญี่ปุ่นวิวหลักล้านที่ตั้งอยู่ในที่สูง จึงทำให้สามารถมองเห็นวิวได้แบบสุดลูกหูลูกตากันเลยทีเดียว มองเห็นไกลไปจนถึงทะเลสาบ Toya เป็นอีกหนึ่งที่พักที่มีวิวสวยทั้งในฤดูร้อน และฤดูหนาว บอกเลยว่าจะมาฤดูไหนก็ไม่ผิดหวัง

ที่ตั้ง: Shimizu, Toyakocho, Abuta-gun, Toyako-cho, Abuta-gun, Hokkaido, Japan
ราคาเริ่มต้นคืนละ: 1x,xxx บาท

จองที่พัก The Windsor Hotel Toya Resort & Spa กับ Traveloka

ที่พักวิวสวยที่ญี่ปุ่นในแต่ละที่ก็จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันออกไป มีความสวยงามในแบบเฉพาะตัว ถ้าใครอยากได้ความงดงามแบบไหน หรืออยากจะได้วิวที่พักประมาณไหน ก็สามารถเลือกดูได้ใน Traveloka ที่รับรองเลยว่าจะมีที่พักวิวสวยๆ ให้คุณเลือกอย่างจุใจแน่นอน

ลองขับรถไฟชินกันเซนกันแบบเสมือนจริงที่พิพิธภัณฑ์รถไฟ

พิพิธภัณฑ์รถไฟ (鉄道博物館) ที่ตั้งอยู่ในเขตโอมิยะ จังหวัดไซตามะ เปิดให้เข้าชมหัวรถไฟชินกันเซนของจริง ซึ่งเป็นชินกันเซนรุ่น E5 ที่สามารถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุดได้ถึง 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมีหัวรถไฟชินกันเซนรุ่นแรกของญี่ปุ่นอย่างรุ่น 400 รอต้อนรับผู้มาเยือนอยู่ตรงบริเวณทางเข้าอาคาร
โซนจัดแสดงของชินคันเซนนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ “งาน” “ประวัติศาสตร์” “อนาคต” ส่วนของ “งาน” จะเป็นส่วนที่ผู้เข้าชมสามารถลองมาสัมผัสประสบการณ์การทำงานของพนักงานรถไฟ เช่น การออกคำสั่ง การซ่อมบำรุง เป็นต้น โดยจะมีเครื่องซิมูเลเตอร์รวมทั้งสิ้น 5 เครื่องให้ได้ลองทำหน้าที่เป็นคนขับรถไฟ และพนักงานบนรถไฟกัน ในส่วนของโซน “ประวัติศาสตร์” ก็มีการจำลองช่องเสียบตั๋วของสถานีโตเกียวในยุคเริ่มให้บริการเป็นครั้งแรกในยุคไทโช และในโซน “อนาคต” ผู้เข้าชมก็จะได้พบกับแบบจำลองรถไฟในอนาคตผ่านทางอนิเมชั่น  สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

สำหรับค่าเข้าชมนั้นอยู่ที่ 300-100 เยน ถึงจะขึ้นราคามาจากเมื่อก่อนนิดหน่อย แต่คุณภาพและประสบการณ์ที่จะได้กลับไปจากพิพิธภัณฑ์รถไฟแห่งนี้เป็นอะไรที่คุ้มมากกว่าคุ้มอย่างแน่นอนค่ะ

ขอแนะนำบทความนี้ด้วย:

  1. รู้หรือไม่!? ใส่รองเท้าแบบนี้ขับรถในญี่ปุ่นผิดกฎหมายนะจ๊ะ!!

คนชอบท่องราตรีต้องรู้!! สถานีไหนเปิดให้บริการรถไฟดึกสุดในกรุงโตเกียว

ใครที่เป็นสายท่องราตรี เวลามาเที่ยวญี่ปุ่นก็คงอยากจะเที่ยวเล่นกินดื่มกันจนยันดึกยันดื่น แต่ถ้าเผลอเที่ยวเล่นจนเลยเวลาไม่ทันรถไฟรอบสุดท้าย ถ้าไม่หาร้านใหม่สิงสถิตกันต่อก็ต้องเสียเงินนั่งแท็กซี่อันแสนแพง คราวนี้เราเลยเอาข้อมูลของสถานีรถไฟในโตเกียวที่มีรถไฟให้บริการดึกที่สุดมาฝากนักท่องราตรีหรือคนที่ต้องทำงานยันดึกมาฝากกันนะคะ

อยู่ยันตี 1 ก็ยังกลับได้…

สำหรับเส้นทางรถไฟที่ให้บริการจนถึงดึกนั้น จะเป็นสถานีที่ให้บริการเส้นทางจากในตัวเมืองโตเกียวออกสู่ชานเมือง ข้อมูลในครั้งนี้จะเป็น 5 อันดับสถานีที่มีรถไฟขบวนสุดท้ายให้บริการจนถึงดึกที่สุด เหมาะกับคนที่อยากเที่ยวหรือท่องราตรีจนหนำใจอย่างแน่นอนค่ะ เอาละมาดูกันดีกว่าว่าทั้ง 5 อันดับนั้นคือสถานีไหนกันบ้าง

อันดับ 1 สถานี Shinjuku 01:01 นาฬิกา ไปยังสถานี Mitaka
สถานี Shinagawa 01:01 นาฬิกา ไปยังสถานี Urata
อันดับ 3 สถานี Tabata 00:56 นาฬิกา ไปยังสถานี Akabane
อันดับ 4 สถานี Nippori 00:54 นาฬิกา ไปยังสถานี Matsudo
อันดับ 5 สถานี Shinjuku 00:52 นาฬิกา ไปยังสถานี Kyodo

ทั้ง 5 อันดับต่างก็ให้บริการรถไฟเที่ยวสุดท้ายจนถึงดึกมากจริงๆ โดยไม่แปลกเลยที่สถานีชินจูกุที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแหล่งท่องราตรีจะครองอันดับที่ 1 รวมไปถึงอันดับที่ 5 ส่วนอีกหนึ่งสถานีที่ครองอันดับที่ 1 ร่วมกับสถานีชินจูกุก็คือ สถานีชินากาวะ คงเป็นเพราะที่สถานีแห่งนี้เป็นศูนย์ของออฟฟิศจำนวนมาก ทำให้มีบริการรถไฟจนถึงดึกเพื่อรองรับกับพนักงานเงินเดือนที่เลิกงานดึก หรือต้องไปดื่มกันต่อหลังเลิกงานก็เป็นได้

 

ทีนี้เพื่อนๆที่ชอบเที่ยวกลางคืนก็คงจะพอได้ไอเดียกันแล้วนะคะว่าควรเลือกไปเที่ยวที่สถานีไหน หรือเลือกพักโรงแรมแถวไหนเพื่อให้สามารถมีรถไฟนั่งกลับบ้านได้จนถึงดึกที่สุด แต่ถ้าตี 1 ยังดึกไม่พอเลยไม่ทันรถไฟรอบสุดท้ายละก็ ร้านเหล้าและร้านคาราโอเกะในญี่ปุ่นจำนวนมากก็ให้บริการจนถึงเช้า ไม่ต้องกลัวเลยว่าจะเหงาตลอดทั้งคืนนะคะ    สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

พาชมซากุระบานที่ฮอกไกโด

ฮอกไกโด เป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น และเป็นจังหวัดสุดท้ายของญี่ปุ่นที่จะมีซากุระบานในแต่ละปี เนื่องจากมีสภาพภูมิอากาศที่หนาวเย็น ทำให้ซากุระบานช้ากว่าเมืองอื่นๆ

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปชมดอกซากุระบาน บริเวณสวนโกะเรียวคาคุ หรือป้อมปราการรูปดาวอันโด่งดังของเมืองฮาโกดาเตะ จังหวัดฮอกไกโด ป้อมปราการแห่งนี้เป็นป้อมที่สร้างแบบตะวันตก มีคูน้ำล้อมรอบเป็นรูปดาวห้าแฉก รอบๆ คูน้ำรายล้อมไปด้วยต้นซากุระที่ปลูกเรียงรายกว่า 1,600 ต้น สวนแห่งนี้จึงไม่ได้มีชื่อเสียงเพียงแค่เมืองฮาโกดาเตะ แต่ติดท็อปเป็นจุดชมซากุระยอดนิยมของจังหวัดฮอกไกโดเลยทีเดียว

เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รวมทั้งประกาศสภาวะฉุกเฉินจากทางรัฐบาลกลาง ทำให้ปีนี้สวนต้องปิดไม่ให้เข้าชมดอกซากุระไปอย่างน่าเสียดาย ทำให้ประชาชนอย่างเราๆ สามารถเดินชมความงามของซากุระในปีนี้ได้จากรอบนอกของสวนเท่านั้น ไม่อนุญาตให้นั่งปิคนิคนะคะ ไปชมรูปกันเลยค่ะ        สล๊อตเว็บตรงแตกง่าย

ต้นซากุระบริเวณที่อยู่ติดกับถนนค่ะ แม้ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไป ได้เห็นแค่นี้ก็ถือว่าสวยมากแล้ว
ดอกซากุระที่เพิ่งบานเต็มที่ไปเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

หอคอย Goryokaku Tower หอคอยชมเมืองที่ต้องปิดทำการไปอย่างเงียบเหงาในช่วงที่โควิด-19 ระบาด กำลังประดับธงเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลเด็กผู้ชาย
บริเวณด้านหลังสวน บรรยากาศเป็นไปด้วยความสงบ ไร้นักท่องเที่ยวต่างชาติ มีเพียงประชาชนในเมืองเท่านั้น
ซากุระที่รายล้อมคูน้ำ เราสามารถเดินชมซากุระได้ไม่เกินนี้ค่ะ เพราะถ้าข้ามสะพานไป ประตูสวนจะปิดไม่ให้บุคคลภายนอกเข้าไป
ถนนบริเวณหน้าหอคอย Goryokaku Tower เต็มไปด้วยดอกซากุระที่บานทั้ง 2 ข้างทาง